มช. อัปเกรดสถานีชาร์จ EV พลังงานโซลาร์เซลล์ ‘DC Fast Charge 180kW’ ต่อยอดสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าแห่งแรกของเชียงใหม่ มุ่งสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวเต็มรูปแบบและยังใช้เป็นสถานีสาธิตในระดับปฏิบัติการของโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการประเมินการลดลงของคาร์บอนฟุตพริ้นท์และผลกระทบด้านพลังงานจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้มาตรฐานชดเชยที่เชื่อถือได้ T-VER ในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์: กรณีศึกษาการใช้งาน EV Charger ร่วมกับบริษัท เอนนาเมส จำกัด และพันธมิตรของโครงการ

เชียงใหม่ (1 ก.ค. 2569) – มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เดินหน้ายกระดับความเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด เปิดตัวนวัตกรรมอัปเกรด “สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจากพลังงานโซลาร์เซลล์แบบ DC Fast Charge ขนาด 180kW” (จำนวน 2 ช่องจอด) ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ (ERDI) เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าและขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองอัจฉริยะ ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก คณะผู้บริหารสถาบัน ERDI มช. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิทธิชัย ปรีชาวุฒิพงศ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาหฤท นิตยวรรธนะ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ และ ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ร่วมทำพิธีเปิดสถานีอย่างเป็นทางการ

โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก บริษัท เอนนาเมสจำกัด และบริษัท เอนเซลล์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด พร้อมพันธมิตร โดยสถานีดังกล่าวให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA และบริหารจัดการสถานีผ่านแพลตฟอร์ม BackEN EV ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จากสถานี EV แห่งแรกของเชียงใหม่ สู่พลังชาร์จที่เร็วขึ้น นำทีมโดยคุณพิชิต พงษ์ประเสริฐ หัวหน้ากองธุรกิจโซลูชันยานยนต์ไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และทีมงาน เข้าร่วมงานเปิดสถานี



สถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ของ มช. ถือเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเปิดให้บริการแก่ประชาชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นมา ในอัตราค่าบริการ 6.50 บาท/kWh การอัปเกรดเพิ่มศักยภาพเครื่องอัดประจุไฟฟ้าเป็นขนาด 180kW ในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว (DC Fast Charge) และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้พลังงานสะอาดจากระบบโซลาร์เซลล์โดยตรง


การให้บริการของสถานีฯ แห่งนี้ เป็นไปตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 7 (Affordable and Clean Energy) ที่มุ่งเน้นการให้ทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่สะอาดและราคาย่อมเยา ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งนวัตกรรมพลังงานสีเขียวนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไปหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มากยิ่งขึ้น พัฒนาต่อยอดวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการเป็น “CMU Smart City-Clean Energy” หรือมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ พลังงานสะอาด เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยสถานีแห่งนี้จะเป็น สถานีสาธิตในระดับปฏิบัติการของโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการประเมินการลดลงของคาร์บอนฟุตพริ้นท์และผลกระทบด้านพลังงานจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้มาตรฐานชดเชยที่เชื่อถือได้ T-VER ในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์: กรณีศึกษาการใช้งาน EV Charger ที่ได้ทางสถาบัน ERDI ร่วมพัฒนากับทาง บริษัท เอนนาเมส จำกัด โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของไทย (ภายใต้การกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.)



โครงการความร่วมมือนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัย พัฒนา และขยายผลสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ (Commercialization) สำหรับระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้ประเมินการลดลงของคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์ โดยเน้นกลุ่มการขนส่งสินค้าปลายทาง (Last-mile Delivery) ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญในเขตเมือง ปัญหาหลักในปัจจุบันคือความซับซ้อนและต้นทุนที่สูงในการรวบรวมข้อมูลเพื่อขอรับรองคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน T-VER โครงการจึงนำเสนอนวัตกรรมแพลตฟอร์มพร้อมใช้งาน (Ready-to-use Platform) ที่เชื่อมต่อข้อมูลโดยตรงจากระบบเครื่องชาร์จ EV เชิงพาณิชย์ (EV Charger Integration) สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำและเสถียร



ปัจจุบันแอปพลิเคชัน EleXA ของ กฟผ. ทำหน้าที่สนับสนุนการบริหารจัดการและการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ขณะที่โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มตามมาตรฐาน T-VER เป็นโครงการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการโดยสถาบัน ERDI ร่วมกับบริษัท เอนนาเมส จำกัด และพันธมิตร โดยการเชื่อมโยงข้อมูลและการบูรณาการระบบระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จะเป็นไปตามขอบเขตและแนวทางความร่วมมือที่อาจมีการพิจารณาร่วมกันในอนาคต



การดำเนินงานมุ่งเน้นการสร้างระบบตรวจสอบและรับรองข้อมูล (Digital Verification) ที่มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และ สอดคล้องตามระเบียบวิธีของ อบก. อย่างสมบูรณ์ เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการคำนวณส่วนต่างการลดก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน

ผลผลิตของโครงการคือแพลตฟอร์มกลางระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม (Industrial-grade Platform) ที่พร้อมให้บริการร่วมกับเครือข่ายสถานีชาร์จทั่วไปได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถเข้าถึงรายได้จากคาร์บอนเครดิต ช่วยลดระยะเวลาคืนทุนในการลงทุนรถ EV และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน