เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2568 ณ เฮือนป้อสล่าแดง ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายการพัฒนาศักยภาพและยกระดับธุรกิจชมชนสำหรับผู้ประกอบการด้านการเลี่ยงผึ้งและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือ ได้จัดกิจกรรม “ข่วงกาดเฮือนอุทยานธรรมศิลป์ป้อสล่าแดง : ยลเฮือนบ่เก่า เล่าเรื่องคนเมือง” โดยมีรองศาสตราจารย์ ดรสุบัน พรเวียง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงาน, มีผศ.ทพ.พิริยะ เชิดสถิรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธาน พร้อมด้วย นักวิจัยและคณะผู้จัดทำโครงการ ,คณาจารย์, ผู้ประกอบการชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้


โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เครือข่ายการพัฒนาศักยภาพและยกระดับธุรกิจชุมชนสำหรับผู้ประกอบการด้านการเลี้ยงผึ้งและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือ”ซึ่งได้รับอนุมัติทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมีศูนย์วิจัยลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสทางสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุน และขับเคลื่อนโครงการ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง ที่แปลง “ภูมิปัญญาที่จัดแสดง” ให้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่สามารถครอบครองได้” ซึ่งเป็นการต่อยอดวิถีชีวิตดั้งเดิมให้ก้าวทันต่อยุคสมัยได้อย่างลงตัว


โครงการได้ดำเนินการมาถึง ตอนที่ ๓ การพัฒนาศักยภาพและโมแดลทางธุรกิจใหม่ (New Value Chain) ของผู้ประกอบการค้านการเลี้ยงผึ้งผึ้งและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือ
วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม “อุทยานธรรมศิลป์เฮือนป้อสล่าแดง” ในครั้งนี้ มีเป้าหมาย ที่สำคัญ คือ

- เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น
- เพื่อยกระดับธุรกิจชุมชนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และขับเคลื่อนระบบนิเวศธุรกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน
- เพื่อพัฒนาศักยภาพ “คน ของ ตลาด” ให้มีความรู้ ทักษะ และแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่สร้างรายได้และคุณค่าแก่ชุมชน



พร้อมกันนี้กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ (SLER : Suffiency Local Enterprises Researcher) ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ความรู้และประสบการณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้อย่างเป็นระบบต่อไป




โดยกิจกรรมในวันนี้ เน้นการนำเสนอ “ภูมิปัญญาที่จัดแสดง” สู่ “ผลิตภัณฑ์ที่สามารถ ครอบครองได้” ผ่านการจัดแสดงสินค้าของที่ระลึกที่สะท้อนงานหัตถกรรม เครื่องเงิน เครื่องประดับ และผ้าทอล้านนา เพื่อให้วิถีล้านนายังคงดำเนินต่อไปได้ในชีวิตประจำวันของผู้มาเยือน ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการยกระดับธุรกิจชุมชน การสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย กับผู้ประกอบการ และการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนโดยใช้ Learning Base ให้สามารถนำ ทุนทางวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา มาสร้างรายได้และคุณค่าอย่างยั่งยืน
